สำหรับคนเมือง น้ำท่วมอาจเป็นเรื่องที่เห็นจนชินตา แต่ไม่กี่วันที่ผ่านมา … ฝนตกยาวนานกว่าปกติ ติดต่อกันหลายวันหลายคืน ได้เปลี่ยนถนนคอนกรีตในเมืองทองธานีให้กลายเป็นคลองชั่วคราว อันเนื่องมาจากหลากหลายสาเหตุ
ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล มีสภาพภูมิประเทศที่เมื่อฝนตกลงมา ต้องไหลผ่านพื้นที่กรุงเทพฯ ก่อนเพื่อไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ฝนแค่ 50 – 100 มิลลิเมตรต่อวัน ก็อาจทำให้เกิดน้ำท่วมได้หากการระบายน้ำไม่เป็นไปอย่างสมดุล
โดยข้อมูลจากดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เตือนว่า กรุงเทพฯ มีความเสี่ยงเผชิญน้ำท่วมรุนแรงและเรื้อรังจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายในปี 2050 หากไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ จากวิกฤตที่เกิดขึ้นพร้อมกัน คือ แผ่นดินที่ทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ระดับน้ำทะเลหนุนสูงขึ้น และปริมาณน้ำฝนและน้ำเหนือที่ไหลหลากเพิ่มขึ้น โดยหลายหน่วยงานประเมินว่า ภายในปี 2030 พื้นที่เกือบ 40% ของกรุงเทพฯ อาจเกิดน้ำท่วมเป็นประจำ และภายในปี 2050 เกือบทั้งเมืองจะอยู่ในพื้นที่เสี่ยงวิกฤต
และความคุ้นชินนั้น อาจกลายเป็นสภาวะ (ต้อง) จำยอม เมื่อคนหาเช้ากินค่ำในเมืองทองธานีจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากพับขากางเกง ลุยน้ำสีดำคล้ำ แล้วออกไปทำงาน
ในวันที่รัฐบาลไม่อนุญาตให้ประชาชนตื่นตระหนก
หลัง ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีเพจมาเตือน ‘มหาอุทกภัย’ ว่าอาจเป็นข่าวเฟคนิวส์ ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก โดนยืนยันว่า ‘เอาอยู่’ หากเกิดฝนตก

‘คนทำงาน’ ต้องทำงาน
เช้าวันนี้ฝนยังคงตกอย่างต่อเนื่อง ติดต่อกันมา 2 – 3 คืน ทำให้เกิดน้ำท่วมขังบริเวณถนนจนสูงขึ้นมาถึงทางเท้า แต่ในเวลานี้ยานพาหนะยังคงสัญจร และผู้คนเดินลุยน้ำไปได้ แม้ต้องพับขากางเกงขึ้น และสวมรองเท้าแตะ

สุกิจ นุนารัมย์ วินเบอร์ 184 คอนโดป๊อปปูล่า ตึก C5 เพิ่งกลับมาจากประจำจุดหลังจากไปส่งผู้โดยสาร เขาสวมเสื้อกันฝนพลาสติกสีฟ้าคลุมทั้งตัวเพื่อให้ตัวเองสามารถทำงานต่อไปได้ขณะฝนตก สุกิจอาศัยอยู่บริเวณพงษ์เพชร ไม่ไกลจากเมืองทองธานี วันนี้เขาออกมาทำงานตั้งแต่รุ่งสาง หลังจากเก็บของในที่พักให้พ้นน้ำ
“น้ำท่วมเข้าห้องหมดแล้ว พอยกของอะไรเสร็จก็ออกมาตั้งแต่ตี 3 ครึ่ง เพราะจะมาวิ่งตอนเช้าตรง 2 จุดนี้ สงสารผู้โดยสารเขามีคนออกไปทำงานอยู่” สุกิจกล่าว
โดยเฉพาะในวันที่ฝนตกแล้วน้ำท่วม วินมอเตอร์ไซค์ที่ออกมาวิ่งจะมีน้อย อีกทั้งการขับขี่ก็เป็นไปอย่างยากลำบากเพราะบางทีขับขี่ไปรถมันก็จะดับ เขาอธิบายเพิ่มว่า อย่างวันนี้รถดับไปสองรอบแล้ว แต่เราต้องรู้จังหวะว่าถ้าพื้นต่ำแล้วน้ำขึ้นมาสูง เราต้องเอาอะไรอุดท่อไว้แล้วจูงรถมอเตอร์ไซค์ขึ้นไปที่สูง แล้วค่อยสตาร์ทเครื่อง
แต่ถึงอย่างนั้นสุกิจก็ยังคงขับวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างรับ-ส่งผู้โดยสารต่อไป “เราก็ต้องคิดถึงผู้โดยสาร” เขากล่าว ถ้ามีเราก็ยังดีกว่าไม่มีใครเลย … อย่างพนักงานเซเว่น หรือคนที่เขาทำงานไกลๆ ก็ยังหารถออกไปได้ เพราะอย่างน้อยก็มีเรา 2-3 คัน แม้จะต้องเสี่ยงกับฝนตกและน้ำท่วมขัง “เราต้องเลี่ยงตรงที่น้ำมันท่วมเยอะ ต้องเลี่ยงไป ขี่วนๆ เอา แล้วก็ถ้าเจอน้ำลึกหรืออะไร ก็ต้องบอกผู้โดยสารให้ยกขาขึ้นด้วย”
“อย่างวิ่งวันนี้เสร็จ ต้องถ่ายน้ำมันเครื่องกับเปลี่ยนไส้กรอง เรารู้เลย” สุกิจกล่าวทิ้งท้ายถึงการทำงานในวันนี้
เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงสายฝนยังคงตกหนัก ตกปรอยเรื่อยๆ สลับกันไป พนักงานทำความสะอาดของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง จึงต้องคอยถูพื้นบริเวณด้านนอกที่เปียก อันเนื่องจากลมซึ่งพัดน้ำฝนให้สาดเข้ามาแม้จะมีหลังคาคลุม ในที่แห่งนี้ทุกวันหยุดสัปดาห์จะมีตลาดนัดให้ผู้คนได้เดินซื้อข้างของเครื่องใช้ เสื้อผ้า และอาหาร แต่ในเวลานี้ที่ทางเดินควรเต็มไปด้วยร้านค้า กลับมีเพียงประปรายอยู่กันตามล็อกที่จองไว้
… เหมือนกำลังจะตั้ง หรือกำลังจะเก็บ หรือกำลังจะขาย

วรรณรัตน์ สุขพลอย แม่ค้าในตลาดแห่งนี้ที่ตั้งร้านเสร็จเรียบร้อย มีสินค้าวางได้บนโต๊ะ และเธอก็นั่งเงียบๆ อยู่บนเก้าอี้พับพกพา “อย่างวันนี้ผลกระทบที่ได้เจอเลยก็คือ เรื่องการแจ้งล่าช้ามาก พอเรามาถึง ทางห้างเพิ่งจะมีการแจ้งตอน 11 โมง ว่าตลาดจะขอปิดดำเนินการ” เธอกล่าวด้วยความรู้สึกที่อยากให้มีการแจ้งล่วงหน้า ไม่ใช่แจ้งกะทันหันก่อนแค่ไม่กี่นาที
“ก็คือ มันเสียเวลา ถ้าคุณแจ้งล่วงหน้าก่อนว่า พรุ่งนี้จะไม่มีการขาย แม่ค้าเขาก็จะได้ไม่ต้องมากัน” วรรณรัตน์ซึ่งเดินทางมาจากไทรน้อย เธออธิบายว่า การมาเมืองทองไม่ได้เป็นระยะทางที่ไกลนักหากใช้เส้นทางหลัก เพียงแต่วันนี้ต้องเลี่ยงน้ำท่วมแล้วขับอีกเส้นทาง จึงทำให้ค่าน้ำมันเพิ่มขึ้นกว่าปกติ
“ค่าน้ำมันเอย อะไรเอย ออกจากบ้านมันก็มีค่าใช้จ่าย … แล้วเดินทางมาด้วยความลำบากไม่พอ มาถึงแล้ว ลูกค้าก็ไม่มีอีก แถมรปภ.มาแจ้งว่าไม่ให้ลงของ แม่ค้าก็ท้อ”
วรรณรัตน์ กล่าวเพียงว่าอย่างน้อยก็ค่าน้ำมันสักห้าร้อยก็พอแล้ว แค่ค่าน้ำมันก็พอ ในขณะที่ฝนเริ่มตกแรงขึ้น สาดเข้ามาทำให้เนื้อตัวเปียกชื้นไปด้วยน้ำฝน และร้านค้าที่เหลือซึ่งกำลังทยอยเก็บของกลับบ้าน

“วันนี้เราเอาของมาขายเท่าปกติ เพราะไม่ได้คาดการณ์ว่า คนจะมาเยอะ … เพราะเมื่อวานฝนตกขายทั้งวันก็ยังเงียบพอวันนี้ ลูกค้ามาจากไหนไม่รู้ทั่วสารทิศ” วันวิษา แซ่กัง เจ้าของร้านหมูเจ๊เล็ก เมืองทองสาขา 1 กล่าวหลังจากที่ขายของหมดเร็วกว่าปกติ และกำลังปิดร้าน เก็บของกลับบ้าน
ภายในตลาดสดเต็มไปด้วยผู้คนมาซื้อของจับจ่ายใช้สอยอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะร้านขายเนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ ที่ผู้คนพากันต่อแถวซื้อของ ถึงแม้ว่าขณะนี้ฝนจะยังตก น้ำท่วมขังในหลายจุด
วันวิษากล่าวว่า “ดีหน่อยที่ตลาดนี้น้ำไม่ท่วม คนในคอนโดหรือคนอื่น เขาก็ยังมาซื้อของได้” จึงทำให้มีคนมาซื้อของมากกว่าปกติ บางคนก็เป็นลูกค้าประจำ บางคนก็ไม่เคยเห็นหน้า แล้ววันนี้แต่ละคนซื้อกันหลายกิโล น้อยมากที่จะซื้อแค่ 50 บาท
สำหรับการเดินทางมาขายของ วันวิษากล่าวว่า เธออาศัยอยู่เลียบคลองประปา น้ำบริเวณคลองเล็กมันเริ่มปริ่มขึ้นมาแล้ว ยังดีที่ขับรถยนต์ออกมาจึงพอเดินทางออกมาได้ แต่ถ้าฝนตกแบบนี้ไปอีก 2-3 วัน เธอก็ชักจะเริ่มไม่แน่ใจ
เนื่องจากปัญหามันอยู่ตรงที่หากพื้นที่ไหน น้ำท่วมสูงขนส่งจะไม่สามารถส่งของได้ แล้วโดนยกเลิกออเดอร์ หรือถ้าสถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น บางทีโรงงานจะต้องปิด ทำให้แม่ค้าไม่มีของขาย
แต่ถึงอย่างนั้น วันวิษาก็จบท้ายด้วยความหวังเล็กๆ ว่า ปัญหาคงไม่ลุกลามไปถึงขั้นนั้น… หากเมืองนี้ได้รับการจัดการที่ดีพอ

ฝนที่ตกลงมาไม่หยุดทำให้บางจุดน้ำเริ่มเพิ่มระดับสูงขึ้นไปจนถึงช่วงเอว รถยนต์สัญจรไปต่อไม่ได้จนเจ้าหน้าที่ต้องช่วยกันเข็นออกมา รวมไปถึงการกั้นพื้นที่ห้ามผ่าน ผู้คนต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางเพราะการพับขากางเกงขึ้นช่วยอะไรไม่ได้แล้ว

“ถามว่าวิ่งได้ไหม วิ่งได้ แต่ว่ามันเสี่ยงกับเราต้องมาเสียค่าซ่อมรถ” อนุวัตร แจ่มจันทร์ ไรเดอร์ส่งอาหารกล่าวว่า อาชีพไรเดอร์ (Rider) ค่ารอบมันน้อยมาก ที่ถึงแม้ว่าช่วงฝนตกจะได้โบนัสพิเศษเพิ่ม แต่มันได้ไม่คุ้มเสีย “อย่างวันนี้ พี่ก็ซ่อมรถไปเมื่อเช้า 500 มันไม่คุ้มเลย”
อนุวัตร อธิบายเพิ่ม ยิ่งน้ำท่วมก็ต้องเลี่ยงเส้นทาง มันจะทำให้เราต้องจ่ายค่าน้ำมันมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นรอให้สถานการณ์ปกติแล้วค่อยวิ่งรถดีกว่า อีกทั้งยังมีเรื่องเวลาที่เขาต้องกังวล “ไปส่งช้าแล้วลูกค้าไม่พอใจ ก็เจอบ่อย … แต่เราแก้ปัญหาด้วยการไม่ตอบโต้ เพราะถ้าตอบโต้ไป ผลเสียมันมีต่อเราอย่างเดียว”
ถ้าต้องเจอกับลูกค้าที่ไม่พอใจกับการทำงานของเรา เขาสามารถลดดาว หรือรายงานแอปพลิเคชัน ซึ่งมันมีผลกระทบต่อไรเดอร์แน่นอน ทำให้วันนี้เขาจำเป็นต้องหยุดงานไปโดยไม่มีรายได้

หลังเลิกงานต้อง ‘กลับบ้าน’
เมื่ออาทิตย์ลับขอบฟ้า ฝนจึงค่อย ๆ ซาลง เหลือไว้เพียงน้ำท่วมขังที่รอการระบาย แต่ดูเหมือนจะใช้เวลานานกว่าปกติและไม่มีทีท่าว่าจะลดลง เห็นลดลงแต่เพียงสินค้าบนเชลฟ์วางของในร้านสะดวกซื้อ จากผู้คนที่ออกมาตุนเสบียงเพื่อรับมือกับวิกฤตที่ไม่มีใครตอบได้ว่าจะจบลงอย่างไร สะท้อนความตื่นตระหนกเงียบ ๆ ที่ย้อนแย้งกับคำยืนยันของรัฐบาลว่า ‘เอาอยู่’
ถึงเวลาเลิกงาน คนทำงานจึงจำเป็นต้องพับขากางเกงขึ้นสูง ที่ต่อให้พับแล้วก็ยังคงเปียก ฝ่าน้ำสีดำคล้ำ มีเศษขยะ พลาสติกที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ เดินคลำทางไปตามทางเท้าเพื่อกลับบ้าน หลังผ่านพ้นวันทำงานอันยาวนาน
แต่สิ่งที่แต่ละคนพกกลับบ้านไปด้วยไม่ใช่แค่ตัวเปียกและเท้าเลอะ
- สำหรับสุกิจ มันคือต้นทุนที่ไม่มีในใบเสร็จ น้ำมันเครื่องที่ต้องเปลี่ยน ไส้กรองที่ต้องเปลี่ยน ค่าซ่อมที่รอเขาอยู่ทุกครั้งที่ฝืนขับรถลุยน้ำ ไม่มีใครมาช่วยจ่าย เพราะระบบขนส่งไม่นับเขาเป็นผู้ให้บริการสาธารณะ ที่ควรได้รับการชดเชย แต่เป็นแรงงานอิสระที่ต้องแบกความเสี่ยงเอง
- สำหรับวรรณรัตน์ มันคือค่าน้ำมันห้าร้อยบาทที่สูญไปกับการเดินทางอ้อม และการที่ระบบเตือนภัยของเมืองนี้มาถึงเธอช้าเกินไป ห้างแจ้งปิดตลาดตอน 11 โมง ทั้งที่ฝนตกมาทั้งคืน ไม่มีกลไกไหนที่คิดจะเตือนแม่ค้าล่วงหน้าก่อนที่เธอจะขับรถออกจากบ้าน
- สำหรับอนุวัตร มันคือดาวที่อาจถูกหักและรายได้ที่หายไปทั้งวัน เพราะเขาเลือกจะไม่เสี่ยงขับรถลุยน้ำ ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่ควรเป็นเรื่องของเมืองต้องจัดการ แต่กลับถูกผลักให้กลายเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างไรเดอร์กับแอปพลิเคชัน ที่ไม่มีข้อยกเว้นในวันน้ำท่วม
นี่คือความหมายของ ‘เมืองที่ห้ามหยุดหมุน’ เมืองที่ระบบทุนนิยมและโครงสร้างรัฐบีบบังคับให้ทุกคนอยู่ในสภาวะ (ต้อง) จำยอม ออกมาทำงานเพื่อเอาชีวิตรอด โดยไม่หยุดรอให้โครงสร้างพื้นฐานตามทัน และไม่มีกลไกใดชดเชยให้คนที่ต้องแบกรับผลกระทบ
จากวินมอเตอร์ไซค์ที่ยอมเสี่ยงรถดับเพื่อส่งผู้โดยสาร แม่ค้าที่ต้องแบกค่าน้ำมันฟรี ไรเดอร์ที่ต้องยอมหยุดงานขาดรายได้ ไปจนถึงคนซื้อของตุนในตลาด ทุกคนกำลังทำหน้าที่แทนระบบที่ควรทำหน้าที่นั้น อย่างการเตือนล่วงหน้า ชดเชยความเสียหาย และวางผังเมืองให้รับมือน้ำท่วมได้จริง
เพราะความเปียกชื้นและคราบสกปรกสามารถซักล้างออกได้ด้วยน้ำสะอาดเมื่อถึงบ้าน แต่ต้นทุนของคนทำงานต้องจ่ายไปในวันนี้ จะไม่มีใครคืนให้ รอยเท้าที่คลำทางกลับบ้านในน้ำท่วมขังคืนนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของการดิ้นรน
แต่คือคำถามใหญ่ถึงระบบโครงสร้างเมืองว่า เราจะต้องสู้กันเองเพียงลำพังแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน?
- เขียนและภาพ: สิริกร เย็นเพ็ชร
- ภาพประกอบ: กองบรรณาธิการลูกศิลป์